29 จำนวนผู้เข้าชม |
ในวันที่บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจและนโยบายปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ มีอีกหนึ่งประเด็นที่ "เสียงดัง" ไม่แพ้กันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสี่ขาในครอบครัวและการจัดการปัญหาสัตว์จรจัดอย่างเป็นระบบ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า "ในเมืองที่คนยังลำบาก ทำไมเราต้องแคร์เรื่องหมา-แมว?" แต่คำตอบที่แท้จริงจากสังคมโลกและเทรนด์ Pet Humanization กำลังบอกเราว่า เมืองที่ดูแลสัตว์ได้ดี คือเมืองที่ดูแล "คน" ได้ดีด้วยเช่นกัน
อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง และจริงใจในเรื่องนี้ และใครจะเป็นกระบอกเสียง? นโยบาย "สิทธิสัตว์" ที่มากกว่าแค่คำหาเสียง
ปัญหาการทำร้ายสัตว์ที่เป็นข่าวรายวัน ทำให้ประชาชนเรียกร้องการบังคับใช้กฎหมายที่ "เข้ม" กว่าเดิม และบทเรียนจากความสนุกที่แลกด้วยชีวิต "เสียงพลุ" ที่พรากความสุขไปตลอดกาลก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนรักสัตว์ต้องเผชิญทุกเทศกาลเฉลิมฉลอง คือ "เสียงพลุ" ที่ดังกึกก้องในเขตชุมชน ความสนุกสนานเพียงชั่วคราวของคนบางกลุ่ม อาจกลายเป็นฝันร้าย ที่พรากชีวิตสัตว์เลี้ยงไปตลอดกาล หมาแมวจำนวนมากตื่นกลัวจนเตลิด หนีตายหายออกจากบ้าน บางตัวโชคร้ายถูกรถชน หรือบางตัวต้องกลายเป็นสัตว์จรจัดเพียงเพราะหาทางกลับบ้านไม่เจอ นำไปสู่การเพิ่มจำนวนสัตว์จรจัด ที่สังคมต้องดูแล
กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ มีมาตรการที่เคร่งครัด มีบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม
ศูนย์พักพิงโมเดลใหม่ที่อยากเห็น เลิกกักขัง แต่เน้นส่งต่อ
ภาพจำของศูนย์พักพิงที่แออัดและสกปรก กำลังถูกท้าทายด้วยนโยบายใหม่
อาจมีระบบพี่เลี้ยง รัฐมีงบสนับสนุน แก่ภาคประชาสังคม หรือมูลนิธิที่มีมาตรฐาน เพื่อทำหน้าที่เป็น "สถานพักพิงชั่วคราว" ที่สะอาด มีสัตวแพทย์ดูแล และมีระบบ Matching เพื่อหาบ้านใหม่ให้สัตว์จรอย่างเป็นระบบ
ผลักดันให้ทุกจังหวัดมีศูนย์จัดการสัตว์จรที่มีงบประมาณต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จับไป และไปทิ้ง ไม่ดูแล และไม่ใช่แค่การทำหมันแบบสัญจรเป็นครั้งคราว
ควรมีโรงพยาบาลสัตว์ ที่เข้าถึงได้และราคาเป็นธรรม เพราะหนึ่งใน "ความเจ็บปวด" ของเจ้าของสัตว์คือค่ารักษาที่สูงลิบลิ่ว อาจจะมีโรงพยาบาลสัตว์ชุมชน คลินิกสัตวแพทย์ของท้องถิ่น/เทศบาล ให้เป็น "สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ" รักษาโรคทั่วไปและอุบัติเหตุเบื้องต้นในราคาประหยัด
ระบบนี้จะช่วยให้พลเมืองดีที่พบสัตว์บาดเจ็บข้างถนน กล้าที่จะช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักเกินตัว จนต้องจำใจปล่อยให้เขาตายไปอย่างน่าสงสาร
ถึงแม้อาจจะยังไม่ถึงขั้นฟรีทั้งหมด แต่อาจมีระบบ “ร่วมจ่าย"สำหรับเจ้าของที่นำสัตว์ไปขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายหลักหมื่นให้เหลือหลักร้อย
ในปี 2569 ประชากรที่เลี้ยงสัตว์ในไทยเติบโตขึ้นมหาศาล พวกเขาไม่ได้มองหาแค่พรรคที่สัญญาว่าจะแก้ปากท้อง แต่เขามองหาพรรคที่มี "ความละเอียดอ่อนต่อทุกชีวิต" ด้วยเช่นกัน และเชื่อว่า ความเมตตาและระบบระเบียบสามารถเดินไปพร้อมกันได้ในประเทศไทย
"คะแนนเสียงจากคนรักสัตว์... คือคะแนนที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจ"
